|
    
สร้างขึ้นในโอกาสประกอบพิธีกรรมเบิกเนตรหลักเมืองศรีวิชัย 12
นักษัตร ระหว่างวันที่ 3-5
มีนาคม 2530 ตรงกับวันพฤหัสสบดี
เดือน 4
รูปแบบ ประดิษฐ์เป็นรูปวงกลมวัฏจักร
ตามอุดมคติ ศิลปศาสตร์ศรีวิชัย ทำรูปพระราหูจันทร์รายล้อมรอบ
8 ทิศ กงจักรล้อมดวงตรา 12
นักษัตรตรงกลางมีประฏิมากรรมพระเทวราชโพธิสัตว์แห่งท้องทะเลใต้เป็นองค์ประธาน
คณะช่างได้บรรจงสร้างอย่างประณีตงดงาม เป็นสุดยอดศิลปกรรมแห่งยุค
สอดคล้องตามศาสตร์ชวากะ เป็นแบบแผนสืบต่อไปชั่วลูกหลาน
พิธีกรรม
"ดวงตราพญาราหูอมจันทร์อันเป็นดวงตราแผ่นดินศักดิ์สิทธิ์ของชาวทะเลใต้
ซึ่งไม่เคยมีใครเคยล่วงรู้มาก่อนว่า รูปดวงตรามหาจักรวาลพรหม
เป็นตราประจำราชันดำจตุคามรามเทพที่หวงแหนล่วงละเมิดมิได้"
พลตำรวจตรีขุนพันธรักษ์ราชเดช และ พลตำรวจโทสรรเพชญ ธรรมาธิกุล
ได้หยั่งรู้ในความหมาย
จึงประกอบพิธีกรรมอัญเชิญดวงวิญญาณขององค์ราชันดำ จตุคามรามเทพ
ปฐมกษัตริย์ศรีวิชัย ขออนุญาตใช้ดวงตราศักดิ์สิทธิ์ ประดิษฐ์พระ
สุริยัน-จันทราให้ปรากฎตามเบญจเทพนิมิต มีการบอกกล่าว
ครั้นได้รับอนุญาตแล้วจึงได้ทำพิธีปลุกเสกกลางทุ่งนา กลางทะเลลึก
และปลุกเสกบนขุนเขาพนม ครบถ้วนตามภูมิ 3
คือภาคพื้นดิน ภาคพื้นน้ำภาคพื้นนภากาศ
อาราธนาพระอาจารย์แห่งสำนักเขาอ้อปลุกเสกสยายมนต์ตามประเภณีชาว 12
นักษัตร
วัตถุมงคลทุกชนิดได้นำออกไปปลุกเสกกลางสมุทร เมื่อวันพฤหัสบดีที่
16 กรกฎาคม 2530
เวลาเที่ยง พระอาทิตย์สำแดงเทพนิมิตรให้เห็นประจักษ์แล้วพลตำรวจตรีขุนพันธรักษ์ราชเดช
ยังได้ทำพิธีปลุกเสกกลางหาว
ณ.ศาลหลักเมืองโดยพระอาจารย์ทรงวิทยาคมสำนักวัดเขาอ้อ
จึงครบถ้วนตามพิธีกรรมของชาวศรีวิชัย
วัตถุมงคลองค์จตุคามรามเทพทุกชนิดจึงประกอบด้วยบุญฤทธ์สมดังเจตนาอธิษฐาน
ที่มอบให้เป็นสมนาคุณแก่ผู้ที่ช่วยเหลือสร้างหลักเมืองตามอัตภาพ
ด้วยอำนาจแห่งมหาอิทธิคุณมนตราอาถรรพณ์ขององค์ราชันดำจตุคามรามเทพ
จะช่วยคุ้มครองป้องกันอันตรายทั้งหลายทั้งปวงแก่ผู้ที่มีไว้ติดตัว
ช่วยให้การประกอบอาชีพเกิดผลดี ไปทำมาค้าขายบังเกิดลาภผล
ใส่ในนาข้าว นากุ้ง จักช่วยให้เพิ่มผลดอกผลออกมาอย่างน่าอัศจรรย์
ความศักดิ์สิทธิ์อภินิหารจะมีหรือไม่อย่างไรท่านจะประสบพบเห็นด้วยตัวเอง
|
เรื่องราวต่างๆเกี่ยวกับวัตถุมงคลหลักเมืองปี 2530 |
พระหลักเมืองเนื้อโลหะ
สร้างขึ้นเนื่องในโอกาสที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ
ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าทรงพระสุหร่าย ทรงเจิมยอดชัยหลักเมืองนครศรีธรรมราช
อันเป็นวันมหามงคลยิ่งในรอบพันปี คือวันจันทร์ที่ 3 สิงหาคม พ.ศ. 2530
ตรงกับเดือน 9 ขึ้น 9 ค่ำ ปีเถาะ
เนื้อโลหะประกอบด้วยส่วน ผสมของทองคำ นาค เงิน
ที่องค์ราชันดำจตุคามรามเทพลงคาถาอาคมยันต์หัวใจ ธรณีหัวใจมนุษย์
ยันต์ศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลายของชาวศรีวิชัย
ส่วนรูปแบบด้านหน้าจำลองส่วนบนของเสาหลักเมืองย่อขนาดช่างผีมือปฎิมากรรมให้งดงามวิจิตรเป็นเลิศด้วยความลำบากยากเย็น
เพื่อให้สมกับศิลปกรรมล้ำค่าแห่งยุค
ส่วนด้านหลังจำลองตราศักดิ์สิทธิ์ของชาวชวากะ ทำเป็นรูปพญาราหูอมจันทร์
รายล้อมตรา 12 นักษัตร 8 ทิศ ตรงกลางบรรจุดวงชะตาวันสำคัญมี 2 แบบ คือ
แบบมีห่วง และชนิดพิเศษนวโลหะบรรจุกล่อง
พระหลักเมืองเนื้อโลหะทุกชนิดได้นำออกไปประกอบพิธีปลุกเสกกลางสมุทรเมื่อวันพฤหัสบดีที่
16 กรกฎาคม พ.ศ. 2530 เวลาเที่ยงพระอาทิตย์ทรงกลด ฟ้าดิน
สำแดงเทพนิมิตให้เห็นเป็นที่ประจักษ์แล้ว พลตำรวจตรี ขุนพันธรักษ์ราชเดช
ยังได้ประกอบพิธีปลุกเสกกลางหาว ณ ศาลหลักเมือง โดยพระอาจารย์ทรงวิทยาคม
สำนักวัดเขาอ้อ จึงครบถ้วนตามพิธีกรรมของชาวศรีวิชัย
พระหลักเมืองเนื้อโลหะจึงประกอบด้วยบุญฤทธิ์
สมดังเจตนาอธิษฐานที่มอบให้เป็นสมนาคุณแก่ผู้ที่ช่วยเหลือสร้างหลักเมืองตามอัตภาพ
ด้วยอำนาจแห่งพระพุทธคุณมนตราอาถรรพณ์ขององค์ ราชันดำจตุคามรามเทพ
จะช่วยคุ้มครองป้องกันอันตรายทั้งหลายทั้งปวงแก่ผู้ที่มีไว้ติดตัว
ช่วยให้ประกอบอาชีพบังเกิดโชคดี ไปมาค้าขายบังเกิดลาภผล ใส่ในนาข้าว นากุ้ง
จักอำนวยช่วยให้เพิ่มดอกออกผลน่าอัศจรรย์ สร้างขึ้นเพียงครั้งเดียวในโอกาสเดียว
ไม่มีอีกแล้วในอนาคตแบบแม่พิมพ์ทั้งหมดได้ประกอบพิธีผังใต้ฐานศาลหลักเมือง
ความศักดิ์สิทธิ์อภินิหารมีหรือไม่อย่างไร ท่านจะประสบพบเห็นด้วยตนเอง
วัตถุมงคลคุ้มครองดวงชะตา
พระผงสุริยัน - จันทรา และดวงตราพญาราหู
อันศักดิ์สิทธิ์ของอาณาจักรทะเลใต้
สร้างขึ้นในโอกาสประกอบพิธีกรรมเบิกเนตรหลักเมืองจังหวัดนครศรีธรรมราช
ระหว่างวันที่ 3-5 มีนาคม พ.ศ. 2530 ตรงกับวันพฤหัสบดี ขึ้น 7 ค่ำ เดือน 4
ปีขาล เนื้อผงประกอบด้วย มวลสารมงคลดังต่อไปนี้
ไม้ตะเคียนทองหลักเมือง ปูนเปลือกหอย
ปูนหิน
ดินสังเวชนีสถาน 4 แห่ง ดิน 7 ป่าช้า แร่ 7 เหมือง
ข้าวสุก 7 นา ผงกะลาตาเดียว เกสรดอกไม้ 108
ว่านมงคล 108 น้ำตาลอ้อย น้ำผึ้งหลวง
กล้วย เกลือ อับเพชร
น้ำศักดิ์สิทธิ์ 4 บ่อ ผงอิทธิเจ น้ำมันจันทน์
เงิน ทอง นาก
รูปแบบ
ประดิษฐ์เป็นรูบวงกลมวัฎจักรตามอุดมคติศิลปะศาสตร์ศรีวิชัย
ทำรูปพญาราหูอมจันทร์รายล้อมทั้ง 8 ทิศ กงจักรล้อมดวงตรา 12 นักษัตร
ตรงกลางประติมากรรมพระเทวะโพธิสัตว์แห่งทะเลใต้เป็นองค์ประธานด้านหลักสลักยันต์หัวใจธรณี
หัวใจมนุษย์ หัวใจพระคาถากำกับธาตุตามคติธรรมชาวศรีวิชัย พระเนื้อผง สุริยัน –
จันทรา คณะช่างได้บรรจงสร้างขึ้นอย่งประณิตงดงาม สุดยอดศิลปกรรมแห่งยุค
สอดคล้องต้องตามศาสตร์ชาวชวากะ เป็นแบบแผนสืบไป
พิธีกรรม ดวงตราพญาราหูอมจันทร์ อันเป็นดวงตราแผ่นดินศักดิ์สิทธิ์ของขาวทะเลใต้
ซึ่งไม่เคยมีผู้ใดล่วงรู้มาก่อนว่า
รูปรอยตรามหาจักรวาลพรหมเป็นตราประจำองค์ราชันดำจตุคามรามเทพที่หวงแหนล่วงละเมิดมิได้
พลตำรวจตรีขุนพันธรักษ์ราชเดช พันตำรวจเอก สรรเพชญ์ธรรมาธิกุล
ได้หยั่งรู้ในความหมาย
จึงประกอบพิธีกรรมอัญเชิญดวงวิญญาณขององค์ราชันดำจตุคามรามเทพปฐมกษัตริย์ศรีวิชัย
ขออนุญาตให้ดวงตราศักดิ์สิทธิ์ประดิษฐ์พระสุริยัน-จันทรา
ให้ปราฎกตามเบญจเทพนิมิต บอกกล่วขอส่วนผสมตามแบบโบราณ
ครั้งได้รับอนุญาตแล้ว จึงประกอบพิธีกรรมปลุกเสกเนื้อผงทั้งปวงหลางทะเลลึก
ปลุกเสกบนภูเขาขุนพนม ปลุกเสกกลางทุ่งนา ครบถ้วนตามภูมิ 3 คือ ภาพพื้นดิน
ภาคพื้นน้ำ ภาคพื้นนภากาศ อาราธนาพระอาจารย์แห่งสำนักวัดเขาอ้อ
ปลุกเสกสาธยายมนต์ ตามประเพณีชาว 12 นักษัตร
รูปแบบและพิธีกรรมพระเนื้อผงสุริยัน-จันทรา
จึงอุปมาดังจำลองจักรราศีบนฟากฟ้าปรากฏในประติมากรรม
โน้นนำพลังกระแสคลื่นและรังสี ทั้งหลายในอากาศ ธาตุ
ตลอดจนคลื่นลมในมหาสมุทรและพื้นธรณี ประจุเข้าสู่มวลวัตุมงคล
ให้ทรงฤทธานุภาพยิ่งใหญ่เป็นครั้งแรก
และครั้งเดยวที่ครบถ้วนตามแบบแผนของบรรพบุรุษชาว ชวากะ
ด้วยเหตุนี้ พระเนื้อผงสุริยัน-จันทรา จึงศักดิ์สิทธิ์แรงกล้าในทุกด้าน
ย่อมจักช่วยติดตามคุ้มครองป้องกันอันตรายเหมือนดั่งมีจตุภูมิคอยพิทักษ์
จักประกอบอาชีพทำมาค้าขายเรือกสาวนไร่น่า จะบังเกิดโชคชัยสมตามความปรารถนา
แผ่ความเป็นสิริมงคลให้แก่ผู้ที่ยึดถือความถูกต้องและมีจิตเลื่อมใสศรัทธา
เพียงแต่มีพระผงสุริยัน-จันทรา ติดตัว ทำจิตให้สงบระลึกถึงองค์สุริยัน-จันทรา
ราชันดำจตุคามรามเทพจะบังเกิดอภินิหารประจักษ์แก่ตนเอง
รูปสัตว์ดาว 12 นักษัตร
ห้วงสุริยจักรวาลอันเวิ้งว้างหาขอบเขตมิได้ประกอบด้วย
กลุ่มดาวฤกษ์สำคัญมองเห็นเป็นรูปสัตว์ 12 ชนิด เรียงรายไปบรรจบกันเป็นรูปวงกลม
เมื่อแบ่งรัศมีวงกลมออกเป็นราศรอาณาเขตของกลุ่มดาวฤกษ์โดยเฉลี่ยกัน
ดาวนักษัตรเหล่านี้กว่าที่โลกจะโคจรผ่านพ้นไปได้ใช้เวลา 1 ปี
จะต้องเดินทางนานถึง 12 ปี จึงจะครบรอบ 1 นักษัตร ตามความเป็นจริง
กลุ่มดาวนักษัตรอยู่ห่างไกลจากเส้นทางโคจรของโลก
และไม่มีทางไปถึงดาวนักษัตรเหล่านั้นได้เลย
แม่เมื่อโลกล่อยลอยอยู่ตรงกับอาณาเขตของกลุ่มดาวนักษัตรใดด้านหลังของโลกจะกลายเป็นเงามหึมา
ดำมืดทอดยาวแผ่รัศมีกว้างไกลออกไปในห้วงจักรวาลสุดพรรณนา
จึงสมมุติเงาของโลกอุปมาดังพญาราหู อสุราจอมมารร้าย
ด้วยห้วงบรรยากาศอันหนาวเย็น
บริเวณเงาพญาราหูปกคลุมไปด้วยมวลธาตุคลื่นพลังรังสีนานาชนิด
คราใดต้องอนุภาคแสงดาวบาปเคราะห์เข้า จะเกิดปฏิกิริยาป่วนปั่นพลันร้ายขึ้นทันที
ยิ่งประกอบกับดาวนักษัตรร้ายด้วยแล้ว
อำนาจของดาวนักษัตรจะส่งเสริมความเลวร้ายหลายเท่าทวีคูณ
โลกจะพบกับความวิบัติอย่างร้ายแรงด้วยพญาราหู
มีหน้าที่ปฏิบัติตามคำบัญชาของจักรวาลโดยไม่บิดพลิ้ว มวลชีวิต
และวัตถุในโลกก็พบกับความทุกข์ยาก เช่น ดาวนักษัตรมีมะแม รูปแพะ
ธรรมชาติของสัตว์อาศัยหากินตามป่าดอนไม่ชอบน้ำ
ในช่วงปีนักษัตรนั้นจะบังเกิดความแห้งแล้งขึ้นในโลก หากดาวนักษัตรปีมะโรง
สัญลักษณ์จอมนาคราชสัตว์ผู้เป็นเจ้าแห่งสมุทร โปรดปรานการเล่นน้ำ
มักเกิดน้ำท่วมใหญ่ แผ่นดินถลามทลายผู้คนล้มตายด้วยพิศนาค ดังนี้เป็นต้น
แม้แต่วิถีชีวิตของบุคคล การถือกำเนิดขึ้นในปีนักษัตรใด บุคลิกภาพ นิสัย
ความพอใจ มักโน้มเอียงไปตามอุปนิสัยของรูปสัตว์ประจำดาวนักษัตร
เหตุการณ์บ้านเมืองก็มักเปลี่ยนแปลงไปตามอำนาจของดวงดาว การก่อกบฏ
การสงครามที่เกิดขึ้นในปีนักษัตรรูปเสือ ผู้คนจะฆ่าฟันกันบ้มตาย
เลือดนองแผ่นดิน ยิ่งในปีนั้นพญาราหูดับแสงเดือนแสงตะวันจนมืดมิดเรียกว่า “จันทรคราส
– สุริยคราส” ด้วยแล้วผลแห่งภัยพิบัติจะเพิ่มความแรงร้ายหลายเท่าตัว
รูปวงกลมตรงศูนย์กลาง
รเป็นสมมุติแห่งความว่างเปล่ามีความหมายหลายประการ เช่น วิญญาณ ธาตุ
ศูนย์กลางจักรวาล การตั้งฟ้าตั้งดิน เป็นต้น ตำนานชาวชวากะถือว่า
ตรงจุดศูนย์กลางแห่งดาวงตราพญาราหูองจันทร์เป็นจิดสำคัญที่สุด
คล้ายกับคติธรรมการสร้างพระพุทธเจดีย์
อันเป็นการจำลองโน้มนำสังเวชนีย์สถานทุกแห่งไปรวมกันไว้ ณ จุดเดียว
อุปมาดังศูนย์กลางปลงธรรมสังเวชซึ่งบริสุทธิ์ และศักดิ์สิทธิ์ยิ่ง หมายถึง “นิพพานภพ”
วิญญาณธาตุ เป็นนามธรรม ไม่มีตัวตน ว่างเปล่า คล้ายกับอากาศธาตุ แต่ไม่ใช่ลม
เพราะลมเป็นสสารที่สามารถวัดสัมผัส จำกัดขอบเขต
นักวิทยาศาสตร์ทั่วไปแล่นแร่แปรธาตุได้เช่นเดียวกับวัตถุธาตุอื่น
ทราบถึงที่มาสาเหตุทางวิชาการก่อให้เกิดประโยชน์มหาศาลจากพลังงานธรรมชาติชนิดนี้
แต่วิญญาณธาตุไม่เคยปรากฏอยู่ให้ศาสตร์สาขาใด
นอกจากคำสอนของศาสนาเรียนรู้อยู่ในหมู่ผู้ปฎิบัติธรรม เรียกว่า “ดวงจิต”
คนเราเมื่อยังมีชิวิตอยู่ร่างกายเปรียบประดุจบ้านเรือนที่อาศัย
จิตใจเหมือนเป็นเจ้าของคอยคุมบงการไปตามสัญชาตญาณ คือ กิเลส
ตัณหาความต้องการไม่มีสิ้นสุด สามัญสำนึกคล้ายกับสัตว์เดรัจฉานทั่วไป
หากปราศจากความถูกต้องชอบธรรม ย่อมถึงกาลแตกดับไปตามอายุขัย
ร่างกายก็กลายเป็นซากศพ
ส่วนดวงจิตอันเป็นนามธรรมก็พลันสละเรือนร่างไปพร้อมกับการสิ้นลมหายใจ
ไม่มีผู้ใดทราบว่าไปอยู่ที่ไหน จึงเรียกดวงจิตของผู้ตายไปแล้วว่าวิญญาณหรือผี
ชาวชวากะเชื่อว่า วิญญาณเป็นธาตุที่ 5 มิได้สลายหายสูญ
ได้แปรสภาพกลับคืนกระจายไปกับกระแสลมอยู่รอบตัวเรา
วิญญาณของคนชั่วร้ายมิได้พัฒนา ดวงจิตตกต่ำถูกเหยียดหยามเป็นภูตผีปีศาจ
วิญญาณของผู้ปฎิบัติธรรม ดวงจิตในสูงได้รับการยกย่องเป็นเทพ
หรือเทวดาสุดแต่สร้างบารมีถึงระดับใด ต่างรอเวลากลับมาเกิดใหม่ในวัฎสงสาร
การล่วงรู้ดังนี้ชาวชวากะโบราณจึงแนะนำลูกหลานให้ทำบุญอุทิศทานแก่บรรพบุรุษ
ญาติมิตรที่ล่วงลับไปแล้ว
แผ่บารมีธรรมปกป้องมิให้ดวงวิญญาณทั้งหลายกลับมาจุติในท้องสุนัขในเทศกาลเดือนสิบ
นักบวชชาวจีนสมัยโบราณเคยเดินทางมาศึกษา ณ จักวรรดิ์ศรีวิชัย
ได้กลับไปเผยแพร่ในประเทศจีน จึงเกิดเป็นประเพณีนิยมทางศาสนาที่คล้ายคลึงกัน
ศูนย์กลางจักรวาลเป็นการสมมุติคติธรรมผ่ายโลกียะ
เกี่ยวกับการควบคุมจักรวาลของพระโพธิสัตว์ผู้เจนจบศาสตร์อันลึกซึ้ง
สามารถบังคับเปลี่ยนแปลงวัฎจักรได้ดังปารารถนา
เช่นเดียวกับบรรดานักวิทยาศาสตร์ประดิษฐ์ผลิตวัตถุแปลกประหลาด บังคับคลื่นแสง
คลื่นเสียงเป็นวิทยุ โทรทัศน์ เทคโนโลยีอันเหลือเชื่อ ยานอวกาศเดินทางไปนอกพิภพ
แต่อภิธรรมทางจิตวิญญาณของชาวศรีวิชัยเคยยิ่งใหญ่สุดยอด
รู้แจ้งแทงตลอดเหนือวิทยาศาสตร์วัตถุนิยมมาเกือบสองพันปี
จึงกำหนดศูนย์กลางตราพญาราหูอมจันทร์เป็นศูนย์กลางจักรวาลสถานสถิตดวงวิญญาณขององค์ราชันจตุคามรามเทพ
ผู้บรรรลุถึง “จักรวาลพรหมโพธิสัตว์”
ด้วยศูนย์กลางจักรวาลฝ่ายโลกียะอุปมาดังพุทธภูมิ
มิใช่พระนิพพานอันเป็นปณิธานปรารถนาของพระโพธิสัตว์คอยปกป้องคุ้มครองช่วยเหลือผู้อื่นให้พ้นทุกข์
ตลอดจนทำลายความชั่วร้ายให้สมดังพุทธวัจนะว่า “ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว”
ไปตามวิถีทางของสัตว์โลก ซึ่งต้องสร้างอารยธรรมศิลปชวากะ
จึงมักสมมุติรูปขึ้นแทนความหมาย เช่น ทำเป็นรูปหนุมานสี่มือ
แปดมือถือเทพอาวุธในท่าต่าง มิได้หมายความว่า ชาวศรีวิชัยนับถือพญาลิงเผือก
แต่อุปมาภาพหนุมานแทนวิญญาณธรรมให้ผู้ที่เข้าถึงรู้ว่า หนุมานนั้นเป็นลูกพระพาย
คือ ลม อากาศธาตุเขียนเป็นภาพจิตนาการ และอุดมคติศิลปะแทนความหมาย
อาจทำเป็นรูปดวงชะตาบ้าง พญาพังพระกาฬบ้าง ล้วนซ่อนนัยความหมายว่า
ดวงวิญญาณอันศักดิ์สิทธิ์ขององค์ราชันจตุคามรามเทพสถิตเสถียรอยู่ ณ
ศูนย์กลางจักรวาล จักรวรรดิสืบเชื้อสายไปจากชาวชวากะโบราณ เช่น มอญ สยาม ขอบ
จัมปา ชวา ถือเป็นดวงตราคุ้มครองอาณาจักร มักประดิษฐ์รูปพญาราหูตามคติธรรม
สร้างร่างแปลงธรรมของตนเป็นพระนารายณ์บ้าง พระอิศวรบ้าง พระพรหมบ้าง
ยืนเหยียบอยู่บนอสูรประกาศเกียติศักดิ์ของผู้พิชิตเหมือนดังบรรพบุรุษของตนที่เคยทำแล้วในอดีต
หลักเมืองศรีวิชัย 12 นักษัตร
เมื่อสถาปนาขึ้นเหนือแผ่นดินหาดทราบแก้วตามตำนานชาวทะเลใต้แล้ว
จึงประติมากรรมดวงตราพญาราหูอมจันทร์ครบถ้วน
ถูกต้องตามศิลปะศาสตร์ชั้นสูงสุดตามประบวนวิชาการช่างศรีวิชัย
ซึ่งสืบทอดมาแต่อดีตดันยาวนาน เพื่ออุทิศฝากไว้ในไตรโลก คือ
ฝังไว้ใต้แผ่นดินใต้สมุทร ฝากพระธรณี โดยทำเรียงรายรอบฐานเสาหลักเมือง
และฝากพระพาย โดยประดับบนเพดานนภดลเหนือยอดชัยหลักเมือง สอดคล้องตามหลักโลกธาตุ
โลกธรรม โลกุตรธรรม ประกอบพิธีกรรมเหมือนดังความเชื่อในศาสตร์ของบรรพบุรุษ
วิทยาการ อันลึกลับว่าด้วยตราพญาราหูอมจันทร์
เพื่อแผ่ความร่มเย็นเป็นสุขขึ้นในบ้านเมือง
ดำเนินไปตามกฏวัฎจักรของพระพุทธศาสนาสืบไป
คติธรรมของชาวชวากะในทางภาควิชาโหราศาสตร์ รูปพญาราหูอมจันทร์ทั้ง 8 หมายถึง
ดาวเคราะห์สำคัญทั้ง 8 ในห้วงจักวาล ซึ่งนำมาใช้เป็นสรรพนามวันกำหนดเวลา ฤดูกาล
อายุขัย ที่กล่าวว่าอาทิตย์เป็นวัน จันทร์เป็นเดือน ราหูเป็นปี
ส่วนรูป 12 นักษัตร คือกลุ่มดาวฤกษ์ที่ดาวเคราะห์ทั้งหลายต้องโคจรผ่าน
ก่อให้เกิดความเปลี่ยนแปลงทั้งในทางดีและร้าย
เป็นวัฎจักรตามพระสูตรว่าด้วยการเกิด แก่ เจ็บ ตาย เวียนว่ายตายเกิด
แต่ผู้ที่มุ่งบำเพ็ญบารมีธรรมจนบรรลุโพธิญาณเท่านั้น จึงจักรู้แจ้งโลกธาตุ
โลกธรรม รู้กำหนดความเป็นไปของตนเอง และผู้อื่นได้เรียกว่า “จักรวาลพรหม”
ชาวชวาทะเลใต้เชื่อว่าดวงตราบุคคลใด
หากได้รับอนุญาตให้บรรจุลงในดวงตราศักดิ์สิทธิ์นี้ ย่อมบังเกิดตบะบารมีสูงสุด
องค์ราชันจตุคามเทพ ปฐมกษัตริย์ศรีวิชัย จักปกป้องคุ้มครอง
ให้มีความผาสุกยั่งยืน สยบความร้ายของดาวเคราะห์ทั้งหลาย
ให้กลับกลายเป็นดีดังปาฎิหาริย์ มีเกียรติคุณยิ่งใหญ่แผ่ไปทั่วจักรวาล
สมดังจารึกของชาวศรีวิชัยพรรณนาว่า “ มีอานุภาพดุจดังพระอาทิตย์และพระจันทร์
ที่ขจัดความมืดมัวในโลก”
วัตถุมงคลของหลักเมืองนครศรีธรรมราช
ดังที่ทราบแล้วว่าในกระบวนการของการสร้างหลักเมืองนครศรีธรรมราชได้มีพิธีกรรมต่างกรรมต่างวาระหลายครั้ง
ในทำนองเดียวกันได้มีการทำวัตถุมงคลออกแจกจ่ายและให้เช่าบูชาหลายชนิด
ซึ่งล้วนแล้วแต่ผ่านการทำพิธีผ่านร่างประทับทรงทั้งสิ้น
เท่าที่มีผู้จดจำได้มีดังนี้
1. เศียรองค์จตุคามรามเทพ
หรือเทวดารักษาเมืองเป็นวัตถุมงคลชิ้นแรกที่ทำออกแจกจ่ายเป็นการจำลองเศียรจากบานประตูไม้จำหลักตรงบันไดทางขึ้นลานประทักษิณองค์พระบรมธาตุเจดีย์
ขนาดเกือบเท่าองค์จริง
ได้รับคำอธิบายว่าเป็นร่างแปลงธรรมขององค์จตุคามรามเทพปฐมกษัตริย์
ผู้สถาปนาเมืองสิบสองนักษัตรหรือเป็นเทวดารักษาเมืองนั่นเอง
2. ผ้ายันต์ใหญ่ 108 ผืน ผ้ายันต์เล็ก 3000 ผืน กระทำให้พิธีเทพชุมนุมตัดชัย
เมื่อวันที่ 18 มกราคม พ.ศ. 2529
3. ธงและผ้ายันต์ มีหลายรุ่น หลายสี หลายขนาด
ผ้ายันต์เหล่านี้ส่วนใหญ่เป็นรูปดวงตราวัฎจักรสิบสองนักษัตรรายล้อมด้วยราหูแปดทิศ
4. ขี้ผึ้งศรีวิชัย เป็นขี้ผึ้งทำด้วยมวลสารและกรรมวิธีเฉพาะของศรีวิชัย
บรรจุในตลับถมแบบนครศรีธรรมราชแท้
ใช้เป็นวัตถุมงคลสีริมฝีปากก่อนออกไปเจรจาความใด ๆ
5. พระผงหลักเมือง ทำจากผงไม้ตะเคียนทอง จากการแกะสลักหลักเมืองผสมมวลสารต่าง ๆ
อีกรวม 12 ชนิด ลักษณะเป็นรูปกลมแบน มีสองขนาดคือขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 2 นิ้ว
และอีกขนาดหนึ่ง เส้นผ่าศูนย์กลาง 1.5 นิ้ว ทั้งสองขนาดหนาประมาณหนึ่งหุนครึ่ง
มีสี่แบบ คือ แบบตั้งฟ้าตั้งดิน แบบประทานพร แบบนั่งเมือง และแบบพุทธเมตตา
มีสามสี คือ สีดำ สีน้ำตาล และสีขาว ด้านหน้าเป็นรูปวัฎจักรสิบสองนักษัตร
รายล้อมด้วยราหูแปดทิศ ด้านหลังเป็นยันต์และสัญลักษณ์ต่าง ๆ
ที่เขียนละเอียดประณีตมาก
6. พระผงพุทธสิหิงค์ เป็นพระผงที่มีมวลสารและสีเหมือนพระพงหลักเมืองทุกประการ
แต่เป็นทรงสี่เหลี่ยม ด้านหน้าเป็นพระพุทธสิหิงค์ ด้านหลังเป็นรูปยันต์
7. เหรียญพังพกาฬ เป็นเหรียญกลม ขนาด 3 เซนติเมตร เนื้อนวโลหะ
ด้านหน้าเป็นรูปพระปิดตาพังพกาฬ ด้นหลังเป็นวัฎจักรสิบสองนักษัตร
รายล้อมด้วยราหูแปดทิศ ลวดลายละเอียดประณีตสวยงามมาก
8. เหรียญโลหะทองแดง เป็นทรงสี่เหลี่ยมขนาดเล็ก ทำขึ้นจำนวนมาก มีหลายแบบ
9. สติ๊กเกอร์รูปราหูอมจันทร์ อันเป็นดวงตราประจำองค์จตุคามรามเทพ มีหลายขนาด
นิยมนำไปติดประดับที่รถยนต์ หรือตามอาคารบ้านเรือน
10. วัตถุมงคลที่ระลึกในพิธีการ เช่น พิธีไหว้ครู
ซึ่งจะจัดขึ้นในวันพฤหัสแรกของเดือนพฤษภาคม ของแจกาอาจมีผ้ายันต์บ้าง
เหรียญบ้าง
วัตถุมงคลของหลักเมืองนครศรีธรรมราชเหล่านี้ทุกชนิดจะทำเพียงครั้งเดียว
ไม่มีการทำเพิ่มในภายหลังโดยเฉพาะเหรียญต่าง ๆ
เมื่อทำแล้วจะทุบพิมพ์และฝังดินที่ฐานราก
|